งานประจำ vs ฟรีแลนซ์ งานแบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

ทำงานประจำมาตลอด ตกงานมานาน หางานไม่ได้สักที อยากผันตัวเป็นฟรีแลนซ์เพื่อเอาตัวรอดในยุค 4.0 จะรอดหรือจะร่วง งานแบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

Freelance หรือ พนักงานอิสระ คือคนที่หาได้แบบงานต่องาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นงานระยะสั้น คนพวกนี้ไม่ใช่พนักงานของบริษัทโดยตรง ดังนั้นจึงอาจมีอิสระที่จะทำงานที่แตกต่างกันหลายแห่ง ไปพร้อมๆ กันได้ ยกเว้นบางกรณีที่มีสัญญาในการทำงานแบบเฉพาะเจาะจง มีระยะเวลา 3 เดือน 6 เดือน รวมถึงสัญญาจ้างแบบรายปี ที่จะทำให้รับงานอื่นใดเพิ่มเติมนั้นเป็นไปได้ยาก

เรามักคุ้นเคยกับภาพของพนักงานฟรีแลนซ์ที่ทำงานแบบชิวๆ สามารถนั่งทำงานจากที่บ้านหรือร้านกาแฟ มีตารางการทำงานที่ยืนหยุ่น เลือกรับงานที่ตัวเองถนัดได้ ไม่เหมือนพนักงานประจำที่ต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายโดยไม่มีอำนาจต่อรอง วันนี้เราจะไปเจาะลึกกันว่า แท้จริงแล้วงานฟรีแลนซ์มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร เพื่อประกอบการตัดสินอาชีพของคุณในอนาคต

เลือกอ่านเฉพาะหัวข้อ

ข้อดี: ทำงานกับลูกค้าได้หลากหลาย

เนื่องจากงานฟรีแลนซ์มักจะเป็นงานระยะสั้น ทำโปรเจคเสร็จแล้วส่ง ระยะเวลาปิดจ๊อบบางงานแทบจะไม่ถหนึ่งอาทิตย์ด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ได้พบเจอกับลูกค้าที่หลากหลายในแง่ของจำนวนและคุณภาพ คลุกคลีกับคนทั่ววงการอุตสาหกรรม มีโอกาสสร้างคอนเนคชั่นเป็นเครือข่ายแบบปากต่อปาก ทำให้เข้าถึงได้หลายกลุ่ม แถมยังได้ใช้ทักษะของตัวเองแบบจัดเต็ม ครอบคลุมทุกเครื่องมือที่ใช้ ฝึกปรือฝีมือได้มากกว่าพนักงานประจำที่ต้องทนทำงานซ้ำซากจำเจ ในเรื่องเดิมๆ ตลอดทั้งปีนอกจากจะมีการปรับเปลี่ยนโครงการที่นานๆ ครั้งจะมีขึ้นมา

ข้อดี: ได้รับความไว้วางใจให้เป็น Expert

หนึ่งในความแตกต่างที่ฟรีแลนซ์ไม่เหมือนกับพนักงานประจำ คือ การถูกมองว่าเป็น ผู้เชี่ยวชาญ ในเรื่องนั้นๆ เพราะคุณมีความเฉพาะทางมากกว่า เก่งกว่า เหมาะกับการทำงานในโปรเจ็คระยะสั้นที่ต้องเร่งเวลา ด้วยประสบการณ์ที่คุณสั่งสมมาจากหลากหลายวงการนั่นเอง ซึ่งถ้าบริษัทถูกใจ คุณได้แสดงผลงานเต็มที่ก็อาจได้รับโอกาสจ้างเป็นพนักงานประจำ หรือต่อสัญญาดูแลโปรเจคยาวๆ ต่อไป นอกจากนี้ คุณยังสามารถทำงานแบบ Independence ไม่ขึ้นอยู่กับใคร รับบรีฟจากหัวหน้างานมาแล้ว ก็กลับมาทำงานคนเดียวที่บ้าน เมื่อถึงกำหนดมอบหมายงานก็ส่งอีเมล์​ ไม่ต้องปวดหัวคอยประสานงานกับหลายแผนก เรียกได้ว่า คุณมีสิทธิ์ในงานดังกล่าวแบบเต็มตัว (Ownership) เพราะเขาเชื่อใจแล้วว่าคุณจะทำตามความต้องการของพวกเขาได้แน่ๆ

ข้อดี: เลือกเวลาทำงานได้ ยืดหยุ่นอย่างใจต้องการ

ถือเป็นความท้าทายของงานฟรีแลนซ์ในการจัดการเวลาและตารางงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยตัวเอง สิ่งสำคัญ คือ การเล่นแร่แปรธาตุกับเดดไลน์ที่กำลังจะมาถึง หากวันนี้อารมณ์ศิลปินไม่มา คิดงานไม่ออก คุณก็สามารถไปทำอย่างอื่นก่อนได้ และถ้าคุณปิ๊งไอเดียขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ค่อยกลับมาทำงานนั้นต่อ โยกย้ายได้ตามสะดวก ไม่ใช่เฉพาะแค่การจัดสรรเวลาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนสถานที่ทำงาน เบื่ออยู่บ้านก็ไปนั่งตามร้านกาแฟเก๋ๆ 

บางคนรับงานต่างประเทศที่เวลาทำงานต่างจากไทย เพราะหัวสมองแล่นได้ดีกว่าในตอนกลางคืน ปรับวิถีชีวิตและการนอนใหม่ ตื่นสายก็ได้แล้วค่อยมาเริ่มทำงานตอนบ่ายๆ โดยบางช่วงที่งานเยอะเกินก็สามารถเลือกรับงานได้ ปฏิเสธไปก็ได้ไม่ต้องเล่นบทพนักงานดีเด่นสี่ปีซ้อนที่อยู่ทำโอฟรีดึกดื่น แต่เลือกความสบายใจเวลารับงานดีกว่า

ข้อดี: โอกาสในการสร้างรายได้ที่มากกว่า

ก่อนจะพูดเรื่องการสร้างรายได้ เริ่มต้นกันที่ความประหยัดจากการที่คุณไม่ต้องเดินทางไปทำงานที่ออฟฟิศกันก่อน เพราะทำงานที่บ้านสามารถประหยัดทั้งเงินและไม่ต้องเสียเวลาเดินทางเบียดเสียดแออัดอยู่บนบีทีเอส หรือติดไฟแดงเป็นชั่วโมงๆ อีกต่อไป ในส่วนของรายได้ที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ในระยะยาว คุณเก่งขึ้นเรื่อยๆ รวบรวมผลงานแล้วสร้างแฟ้มสะสมผลงาน Portfolio เพื่อเรียกเรทเงินที่สูงขึ้นตามลำดับ ฟรีแลนซ์บางคนที่เก่งมาก สื่อสารภาษาที่สามได้ก็สามารถทำงานกับชาวต่างชาติ ได้รับเงินเป็นสกุลดอลลาร์ที่แปลงเป็นเงินไทยแล้วต้องร้องว้าว แต่ทั้งที้ทั้งนั้น การหาลูกค้าก็ขึ้นอยู่กับการโปรโมทการตลาดของตัวเราเองด้วย

ข้อเสีย: ปวดหัวกับเรื่องภาษี

พนักงานประจำมีการหักภาษีทุกเดือนโดยบริษัทอยู่แล้วโดยแผนกบัญชี พวกเขามีหน้าที่แค่ต้องยื่นภาษีจากข้อมูลใบทวิ 50 ที่ได้รับในแต่ละปี สรุปภาษีเงินได้มาให้เสร็จสรรพ ต่างกันกับฟรีแลนซ์ที่ต้องรับบทเป็นพนักงานบัญชีสาว คอยบันทึกรายรับรายจ่ายด้วยตัวเองเพื่อนำมาคำนวณยอดยื่นภาษีตอนสิ้นปี (หรือ 2 รอบต่อปี) ซึ่งถ้าไม่มีการวางแผนการเงินดีๆ อาจต้องจ่ายภาษีก้อนโตในตอนยื่น หากคุณเลือกเส้นทางนี้ ต้องมั่นใจว่ามีระบบจัดการการเงินที่ดี กันเงินเอาไว้เพื่อจ่ายภาษีในแต่ละเดือนได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง เพื่อความสมูทในการยื่นภาษีทีหลัง

นอกจากนี้ คุณอาจต้องศึกษาเรื่องประกันสังคม มาตรา 40 เพิ่ม ในกรณีที่ต้องการสวัสดิการของรัฐในกรณีเจ็บป่วย ชราภาพ เสียชีวิต หรือสงเคราะห์บุตรเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ศึกษาข้อมูลได้ที่ สำนักงานประกันสังคม

ข้อเสีย: สวัสดิการไม่มี

เนื่องจากพนักงานประจำจะได้รับสวัสดิการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดที่ยังได้รับค่าจ้าง ค่ารักษาพยาบาล ประกัน วันหยุดพักร้อน ฯลฯ ในขณะที่พนักงานฟรีแลนซ์ไม่มีวันหยุด อย่าลืมว่าในวันที่คุณลาป่วย หากเป็นพนักงานประจำหัวหน้ายังสามารถโอนถ่ายงานให้กับเพื่อน หรือคอยช่วยสนับสนุนงานให้เสร็จ แต่ฟรีแลนซ์ทำงานคนเดียว ต้องช่วยตัวเองล้วนๆ นั่นหมายความว่าถ้าวันไหนหยุดงาน วันนั้นก็ขาดรายได้ และอาจต้องไปเร่งเวลาทำงานในวันอื่นเพื่อให้ทันกำหนดส่ง ซึ่งต้องมีวินัยในตัวเองสูง จัดสรรเวลาให้ได้ โดยเงินที่ได้รับมาต้องแบ่งสรรปันส่วนกันไว้ในส่วนของค่าสวัสดิการเหล่านี้รวมอยู่ด้วย

ข้อเสีย: รายได้ไม่แน่นอน

ลูกค้าบางเจ้าอาจไม่ต่อสัญญา หรือพับเก็บโครงการไปดื้อๆ ทำให้คุณต้องปวดหัว โดยบางรายอาจหนักถึงขั้นยึกยักไม่ยอมจ่ายเงินก้อนสุดท้ายสักที ยื้อเวลาอยู่นาน จ่ายล่าช้าจนทำให้รายได้ของคุณไม่คงที่ ต้องกระจายความเสี่ยงด้วยการรับงานหลายที่และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของลูกค้า นำไปสู่การจัดการลูกค้าที่มีประสิทธิภาพ ในบางเดือน คุณอาจจะยุ่งมากจนแทบไม่ได้พักผ่อน แต่บางเดือนก็ว่างมากจนสูญเสียรายได้ ไม่มีจะกิน ความท้าทายในการจัดตารางงานแบบภาพกว้างๆ รายปี ช่วงพีค ช่วงเงียบ อาจทำให้คุณท้อได้ เนื่องจากมีแค่คุณคนเดียวที่ต้องทำงาน มีข้อจำกัดหลายอย่างที่แม้ในเดือนที่งานชุกก็ไม่สามารถตอบรับลูกค้าทั้งหมดในคราวเดียวได้ ยังไม่นับความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นจากการต้องถือลูกค้าหลายคนพร้อมๆ กัน ถ้าหากเป็นมนุษย์เงินเดือนในออฟฟิศที่มีหัวหน้าแค่คนเดียวอาจสบายกว่านี้

ข้อเสีย: ไม่ได้เจอใครเลย

เพราะเวลาการทำงานที่ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่อง หาตัวจับยาก มันบังคับให้คุณต้องตีตัวออกห่างจากวงสังคม แทบจะไม่ได้เจอเพื่อนสนิทและคนรอบข้าง งานฟรีแลนซ์อาจจะเหมาะกับคนที่ Introvert ชอบอยู่คนเดียวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในขณะที่ ถ้าหากคุณเป็นคนที่ชอบสังสรรค์ พบปะกับผู้คนอยู่ตลอดอาจเกิดภาวะความเครียดเหมือนอย่างที่หลายๆ คนเผชิญอยู่เมื่อต้อง Work From Home จากบ้านทั้งที่เมื่อก่อนมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นแบบ Face to Face แต่พอต้องคุยกับใครๆ ผ่านทางหน้าจอ กลับรู้สึกไม่คอนเน็คกับใครอย่างแท้จริงเลย

งานทุกอย่างมีทั้งข้อดีข้อเสีย งานประจำที่หลายคนมองว่าดี ได้รับเงินเดือนแน่ๆ มีความมั่นคงมากกว่า มีเพื่อนร่วมงานคอยซัพพอร์ต วันหยุดก็ยังได้เงิน แต่ข้อเสียที่คนลืมไปก็คือ รายได้ที่คงที่ ไม่หวือหวา การเมืองในที่ทำงาน ไม่มีอิสระเท่าที่ควร ทำงานเหมือนหนูติดจั่น รู้สึกเหมือนหุ่นยนต์ ต้องฝ่าฟันรถติดไปทำงานอีก อยู่ที่คุณจะยอมรับข้อเสียของงานประเภทไหนได้มากกว่ากัน รวมถึงบุคลิกและความชอบของส่วนตัวด้วยว่า ณ ตอนนี้ คุณโอเคกับอย่างไหนมากกว่ากัน

แชร์บทความ :
Share on facebook
Share on linkedin
Share on twitter
Jitkarn Sakrueangrit

Jitkarn Sakrueangrit

Graphic & Web Designer, Content Creator,
Copywriter, Marketing Specialist

คุณน่าจะชอบเรื่องเหล่านี้

ยื่นใบสมัครไป...แต่ทำไม HR ไม่เรียกไปสัมภาษณ์ by Find Your Job

ยื่นใบสมัครงานไป…แต่ทำไม HR ไม่เรียกไปสัมภาษณ์

สมัครงานไปตั้งหลายที่ ยื่นเรซูเม่ไปตั้งหลายหน แต่ยังไร้วี่แวว ทำไมฝ่ายบุคคลถึงไม่ตอบกลับมาสักที ค้นหาเหตุผลว่าทำไม HR ไม่เรียกคุณไปสัมภาษณ์

อ่านเลย »

คุณรับทราบและยินยอมว่า การใช้งานเว็บไซต์นี้มีการเก็บข้อมูลคุ๊กกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ในการใช้บริการ อ่านข้อมูลเพิ่มเติม